สำเนาจาก
http://www.lamptech.ac.th/phpdept/lamptech/culture/culture3/monpuyak.html (ศูนย์ศึกษาเผยแพร่ ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น โรงเรียนลำปางเทคโนโลยี แลมป์-เทค)
ประวัติความเป็นมา
วัดม่อนปู่ยักษ์ตั้งอยู่บริเวณทิศตะวันออกเฉียงใต้ของตัวเมืองลำปาง ปัจจุบันซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำวัง พื้นที่ตั้งวัดอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ วัดม่อนปู่ยักษ์ตั้งอยู่เลขที่ ๑๕ ถ.ม่อนจำศีล (๒๑๓ ถ. ป่าขาม) ต.พระบาท อ.เมือง จ.ลำปาง สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย
วัดม่อนปู่ยักษ์มีกำแพงก่ออิฐล้อมรอบ ภายในกำแพงประกอบด้วยอาคารต่าง ๆ โดยมีอาคารหลัก ๓ หลัง คือ วิหารก่ออิฐถือปูนแบบอิทธิพลศิลปะตะวันตก มีเจดีย์อยู่ท้ายวิหาร กุฏิไม้แบบศิลปะพม่า ทั้งสองหลังเป็นอาคารขนาดใหญ่ของวัด ถัดมาก็เป็นอุโบสถแบบอิทธิพลศิลปะตะวันตก (ทางวัดเรียกวิหารทรงโปรตุเกส) ซึ่งเป็นอาคารขนาดย่อมลงมาอีก โดยอาคารทั้ง ๓ หลัง ถือเป็นอาคารหลักของวัด โดยกลุ่มอาคารดังกล่าวอยู่บริเวณใจกลางของวัด
ประวัติวัดม่อนปู่ยักษ์ในหนังสือ “ประวัติวัดทั่วราชอาณาจักรเล่ม ๘” จัดพิมพ์โดยกองพุทธสถานกรมการศาสนา พ.ศ. ๒๕๒๕ ความว่า วัดม่อนปู่ยักษ์ (ม่อนสัณฐาน) สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๒ วันเสาร์ที่ ๕ กันยายน โดยพ่อเฒ่านันตาน้อย พ่อเฒ่านันตาไก่ พร้อมพี่น้องอีก ๓ คน ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๒ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๑๔.๘๒ เมตรยาว ๑๔.๘๒ เมตร อาคารเสนาสนะประกอบด้วย อุโบสถแบบอิทธิพลศิลปะตะวันตก ศาลาการเปรียญ และกุฏิไม้โบราณศิลปะพม่า ฝาผนังและเสาไม้สักประดับลวดลายลงรักปิดทอง เพดานติดกระจก และมีเจดีย์ฝีมือช่างพม่า พระประทานลงปิดทอง
วัดม่อนปู่ยักษ์ (ม่อนสัณฐาน) ในอดีตกล่าวกันว่า บริเวณรอบ ๆ วัดแห่งนี้เป็นไม้ เมื่อถึงฤดูฝนมีพืชล้มลุกขึ้นเป็นจำนวนมาก ส่วนในฤดูแล้งจะแล้งมาก พืชที่ยืนต้นอยู่ก็มีเพียงต้นใหญ่นั้นส่วนใหญ่จะเป็นต้นมะขามเพราะทนความร้อนได้ดี และมีจำนวนมาก ชาวบ้านจึงพากัน เรียกว่า ป่าขาม ด้วยเหตุที่มีต้นมะขามมากนี้เอง บรรดาพ่อค้าในสมัยนั้นจึงพากันอพยพมาตั้งรกรากเป็นที่อยู่อาศัย หรือใช้ป่านี้เป็นที่เลี้ยงช้าง โดยปล่อยให้ช้างหากินอาหารเอง เพราะมะขาม ก็เป็นอาหารของช้างด้วย มะขามเปียกนั้นเป็นยารักษาอาการป่วยของช้างด้วย
ในอดีตเมืองลำปางถือได้ว่ามีความรุ่งเรืองทางศาสนา และวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก ประชาชนส่วนใหญ่เป็นคนใจบุญสุณทาน ถือศีล ครองธรรม เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และเอาใจใส่ต่อวัดวาอารามเป็นอย่างดี ผู้มีฐานะดีร่ำรวยต่างพากันสร้างวัดขึ้นใหม่ด้วยความศรัทธา เชื่อถือ เราจึงได้เห็นวัดมีอยู่มากมายในปัจจุบัน โดยเฉพาะในบ้านป่าขามมีถึง ๔ วัด วัดม่อนปู่ยักษ์ (ม่อนสัณฐาน) วัดม่อนจำศีล วัดจองคำ และวัดร่มโพธิ์งาม และห่างออกไปก็มีวัดพระบาท ซึ่งเป็นวัดสำคัญอีกวัดหนึ่ง
ตำนานกล่าวไว้ว่าในสมัยพุทธกาล เมื่อครั้งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จออกไปโปรดสัตว์พร้อมด้วยพระอรหันต์เผยแผ่พระพุทธศาสนามาทางทิศบูรพานั้น ได้ผ่านป่าเขาลำเนาไพร หมู่บ้านต่าง ๆ จำนวนมากมายหลายทางจนนับไม่ถ้วน ครั้งผ่านมาทางแว่นแคว้นแห่งหนึ่งก็ปรากฏมียักษ์อยู่ตนหนึ่งขัดขวางการเผยแพร่พุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า และได้ขับไล่พระองค์มา ผ่านมาทางป่าบ้านพระบาทจนถึงบริเวณป่าม่อนจำศีล ก็มาทันกันที่ที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่บนวัดม่อนจำศีลท่ามกลางพระอรหันต์ ทรงเห็นว่ายักษ์ตนนั้นน่าจะหยุดทำเช่นนั้นเสียทีจึงให้ยักษ์ตนนั้นเข้าเฝ้า
พระพุทธเจ้าทรงมีพระอานุภาพมาก เมื่อยักษ์ตนนั้นได้เข้าเฝ้า และฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าเกิดอัศจรรย์ใจตนเองจึงก้มลงกราบแทบพระบาทด้วยความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า จึงขอบำเพ็ญศีลภาวนาที่ม่อนจำศีล พระพุทธเจ้าผู้เป็นโวหารโกศล ได้กล่าวคำใดไว้คำนั้นย่อมเป็นจริงแท้ไม่แปรผันมีคนเชื่อตามเอง สัตว์จะมีอัธยาศัยอย่างใดก็ตามย่อมนำเอาคำสั่งสอนของพระองค์ไปใช้ได้ทั้งนั้น ครั้นเวลาล่วงเลยไปไม่นานยักษ์ตนนั้นตายลง และได้มาตายที่ม่อนปู่ยักษ์ อันอยู่ไม่ไกลจากม่อนจำศีลมากนัก
ในการต่อมาได้มีผู้พบรอยพระพุทธบาท และรอยเท้ายักษ์บริเวณวัดพระบาท ชาวบ้านช่วยกันสร้างวัดขึ้นโดยสร้างวัดคร่อมรอยพระพุทธบาท เพื่อให้ยกสูงขึ้นเป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป ม่อนจำศีลและม่อนปู่ยักษ์ก็เช่นเดียวกันชาวบ้านเห็นว่าเป็นสถานที่ ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เคารพนับถือกราบไหว้ก็ได้ร่วมกันสร้างวัดและเจดีย์ในเวลาต่อมา
สันนิษฐานกันว่าก่อนการสร้างวัดม่อนปู่ยักษ์นั้นชาวบ้านได้สร้างเป็นศาลาใช้สำหรับบูชากราบไหว้เสมออยู่ก่อนแล้ว ถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แต่มาเริ่มปรับทางสำหรับขึ้นวัดและสร้างวัดภายหลังในราว พ.ศ. ๒๓๓๕ - ๒๓๓๘ โดยพี่น้อง ๔ คน คือ จางนันติ จางวิชชะ จางปัญจุม และจางอินต๊ะ (จาง – เป็นคำนำหน้าเรียกชื่อผู้สร้างวัดในสมัยนั้น) ทั้ง ๔ คน เป็นพ่อค้าไม้มีฐานะร่ำรวยพร้อมใจกันกับชาวบ้านในหมู่บ้านป่าขาม บนบานศาลกล่าวขอบุกเบิกม่อนแห่งนี้เพื่อเป็นที่สร้างวัด โดยอาศัยแรงงานจาก คน ช้าง ม้า วัว ควาย ช่วยกันแผ้วถางป่า ปรับที่ให้แลดูสวยสง่างามกล่าวกันว่าการเข้าไปช่วยกันทำงานนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก เพราะม่อนแห่งนี้นอกจากจะมีต้นไม่น้อยใหญ่ขึ้นอยู่หนาแน่นแล้ว ตัวของม่อนก็มีความขรุขระและบางแห่งก็ชันยากแก่การขึ้นลง การเข้าไปทำงานและชักลากไม้รวมทั้งการลำเลียงวัสดุในการก่อสร้างด้วย ต้องอาศัยแรงงานจาก ช้าง ม้า วัว ควาย เป็นหลักและปรากฏว่าบรรดาสัตว์ใช้งานเหล่านี้ ได้ล้มตายลงหลายตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีช้างที่ฉลาด ทำงานเก่งอยู่เชือกหนึ่งซึ่งกล่าวขวัญกันมากในเวลานั้นชื่อ “ช้างปู้เอก” ได้ถูกใช้งานมากเกินไปจนกระทั่งล้มลงในที่สุด
การสร้างอุโบสถ วิหาร เจดีย์ ตลอดจนถึงกำแพงล้อมรอบ ๆ เจดีย์และกำแพงล้อมรอบบริเวณวัดได้ใช้ช่างฝีมือดีจากประเทศพม่าวัสดุที่ใช้ในการตกแต่ง เพื่อให้สวยงามและดูวิจิตรตระการตาบางอย่างก็นำวัตถุมาจากประเทศพม่า รูปทรงโดยรวมแล้วจึงเป็นศิลปะแบบพม่า นอกจากนั้นได้มีการวาดภาพบนฝาผนังอุโบสถอีกด้วย การดำเนินงานก่อสร้างได้ใช้เวลาหลายปี และมาสร้างเสร็จเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๓๓๘
มูลค่าในการสร้าง เวลานั้นนับว่าสูงพอสมควร การร่วมมือร่วมใจกันสร้างวัดขึ้นมาแต่ละแห่งนั้นเกิดจากความศรัทธาเชื่อถือในพระพุทธศาสนา ผู้ใดได้สร้างวัดขึ้นมาเท่ากับได้สร้างบุญบารมี สั่งสมไว้ภายภาคหน้า การดูแลเอาใจใส่วัดของตนเองก็ตกทอดมาถึงลูกหลานเหลนรวมถึงพุทธศาสนิกชนทั่วไป เมื่อกาลเวลาผ่านไปกำลังปัจจัยในการดูแลเอาใจใส่ก็อ่อนแอลง ฐานะความเป็นอยู่ของชาวบ้านก็มิได้ดีกว่าในอดีตแต่ชาวบ้านก็ยังคงดูแลวัดอย่างเสมอต้นเสมอปลาย รวมทั้งจากการดูแลเอาใจใส่จากพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป
ช่างฝีมือในการสร้างวัดม่อนปู่ยักษ์นั้นมาจากประเทศพม่า หาใช่ช่างท้องถิ่นแต่อย่างใด ส่วนใหญ่มักเป็นช่างที่มีอายุไม่สูงมากนัก อายุราว ๔๐ ปี ลงมาเป็นส่วนใหญ่นอกจากนั้นก็ได้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมรวมทั้งปฏิสังขรณ์อีกหลายครั้งหลายหนสภาพดังที่เป็น และสำหรับปูนที่ใช้ในการฉาบผนังกำแพงก่ออิฐในการก่อสร้างวัดนั้นเป็นที่มีส่วนผสมของดิน (เป็นดินบริเวณม่อนปู่ยักษ์ นั้นเอง) ที่นำมาผสมกับกาวที่ทำจากหนังควาย โดยการนำกาวหนังควายที่เคี่ยวแล้วมาผสมกับดิน คลุกเคล้าให้เข้ากันดีแล้วจึงนำไปฉาบผนังกำแพงของวัดต่อไป
แรกเริ่มเดิมทีนั้นพระสงฆ์ที่จำพรรษานั้นล้วนเป็นชาวพม่าแทบทั้งสิ้น ต่อมาในภายหลังจึงได้มีพระสงฆ์ชาวไทยมาจำพรรษาในภายหลัง ต่อมาเมื่ออำนาจรัฐจากส่วนกลางเข้ามามีบทบาทและอิทธิพลสูงในการควบคุมหัวเมืองในล้านนามากขึ้นและ ก็ได้มีคำสั่งว่าจะต้องถือตามระเบียบของวัดไทยซึ่งจะต้องมี อุโบสถซึ่งในเวลาที่ผ่านมานั้น อาคารหลักของวัดทั้ง ๓ หลัง ล้วนเป็นวิหารทั้งสิ้น อันได้แก่ วิหารไม้แบบศิลปะพม่า วิหารก่ออิฐถือปูนแบบอิทธิพลศิลปะตะวันตก (มีพระเจดีย์อยู่ด้านท้ายของวิหาร) และวิหารก่ออิฐถือปูนแบบอิทธิพลศิลปะตะวันตก (ปัจจุบันทางวัดเรียกว่าวิหารโปรตุเกสซึ่งมีขนาดย่อมที่สุด) เมื่อเป็นดังนั้นทางคณะสงฆ์จึงได้มีการประชุม่ตกลงร่วมกันและมีความเห็นว่า จะให้วิหารทางโปรตุเกสเป็นอุโบสถเพราะเป็นที่มีพื้นที่ใช้สอยขนาดเล็ก และใช้เพียงการอุปสมบทเท่านั้นและเมื่อเป็นอุโบสถแล้วสตรีก็จะเข้าไปมิได้ นอกจากนั้นทางส่วนกลางยังได้มีคำสั่งว่าให้มีการตั้งชื่อวัดให้เป็นภาษาไทยเสียใหม่ จึงได้มีการเปลี่ยนนามวัดม่อนปู่ยักษ์เป็นวัด “ม่อนสัณฐาน” อันถือว่าเป็นชื่อที่เป็นทางการในปัจจุบัน
หลักฐานอ้างอิงอีกประการหนึ่งของประวัติการสร้างวัด ศึกษาหลักศิลาจารึกโดย นายเจมส์ การ์ดเนอร์ (นครลำปาง - เขลางค์) ซึ่งได้ให้ข้อมูลข้าพเจ้าอีกทางหนึ่ง กล่าวงคือวัดม่อนปู่ยักษ์สร้างโดยจองนันตาแกง ท่านมาจากรัฐฉานในประเทศพม่า ขณะที่เริ่มต้นศึกษาศิลาจารึกที่กล่าวถึงการก่อสร้างวัด ไม่มีใครรำลึกถึงท่านผู้นี้ แม้แต่เจ้าอาวาส พระภิกษุในวัด ชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ดูเหมือนว่าไม่มีผู้เชี่ยวชาญทางศิลปะและนักประวัติศาสตร์คนใดรู้จักท่าน ชื่อของผู้อื่นได้รับการบันทึกในหนังสือของทางราชการว่าเป็นผู้สร้างวัดซึ่งหนังสืออื่นได้ใช้เป็นหนังสืออ้างอิง
วัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อใด ในปี พ.ศ. ๒๔๔๔ หรือ พ.ศ. ๒๔๔๗ ปีทั้งสองนี้เป็นปีที่การสร้างได้เสร็จสิ้นลง ความผิดพลาดอาจจะเกิดขึ้นขณะทำการจารึก หรืออาจจะเกิดการใช้ปีที่ แตกต่างกันไป แต่ผู้เขียนเชื่อว่าปี พ.ศ. ๒๔๔๔ น่าจะถูกต้อง เพราะเป็นการจารึกไว้ในภาษา ไทใหญ่ ซึ่งเป็นภาษาของ จองนันตาแกง ผู้สร้างวัด (ส่วนในปี พ.ศ. ๒๔๔๗ นั้นแปลมาจากจารึกภาษาพม่าด้านสอง บรรทัดที่ ๑๒ ที่บอกสร้างเสร็จในปี HAN ๑๒๖๖) ในจารึกภาษาพม่าได้เขียนไว้ว่า จองนันตาแกง เดินทางจากบ้านเกิดหมู่บ้าน NAN – POR – CHI ในรัฐฉาน มายังล้านนาในปี จ.ศ. ๑๒๓๓ (คือปี พ.ศ. ๒๔๑๔ หรือ ค.ศ. ๑๘๗๑) จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจว่า ปี พ.ศ. ๒๔๔๔ หรือ ค.ศ. ๑๙๐๑ เป็นปีก่อสร้างวัด สำเร็จเสร็จสิ้นลงนั้นเป็นการครบรอบ ๓๐ ปี ที่จองนันตาแกง จากบ้านมา
อีกหนึ่งเหตุผลที่สนับสนุนว่าการก่อสร้างควรจะสร้างในปี พ.ศ. ๒๔๔๔ ก็คือการเกิดกบฏในเมืองแพร่ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๕ ไม่ต้องสงสัยว่าการก่อสร้างจะดำเนินไปหลังจากการจลาจลหรือหลังเหตุการณ์สงบลงในที่สุด และจิตรกรรมฝาผนังภายในวิหารแสดงภาพทหารอังกฤษแต่ง เครื่องแบบ และถืออาวุธปืน ที่ใช้ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ (พุทธศตวรรษที่ ๒๔)