...พอผ่านหลักกิโลเมตรที่ ๖๓ จะเห็นป้ายบอกทางแยกซ้ายไปวนเข้าจังหวัดสมุทรสงครามที่อยู่ด้านขวามือ เราตรงไปประมาณ ๑ กิโลเมตรจนถึงหลักกิโลเมตรที่ ๖๔ จึงเลี้ยวซ้าย มีป้ายบอกชัดเจนสังเกตง่ายไม่ต้องกลัวหลง หรือจะยึดเอาป้ายไปวัดศรัทธาธรรมก็ได้ ตามสัญญลักษณ์ที่ป้ายบอกให้วกกลับ ปากทางจะเห็นเพิงร้านค้าผลไม้เป็นแนวยาวซึ่งเราก็ทดเอาไว้ในใจว่าขากลับจะแวะซื้อผลไม้กัน จากนั้นไปตามทางเรื่อย ๆ ประมาณ ๔ กิโลเมตรจะเห็นทางหักมุมไปทางซ้าย ส่วนทางขวาจะเป็นศาลกรมหลวงชุมพรฯ ซึ่งนักท่องเที่ยวจะต้องแวะไปสักการะกันแทบทั้งนั้น ฝั่งซ้ายจะเป็นร้านอาหาร ที่จอดรถ และร้านค้าของที่ระลึก พอขับตรงไปก็จะเห็นเด็กโบกรถหลายสิบคนจากหลาย ๆ ร้านที่พยายามจะตื้อเรียกแขกที่ขับรถมา โดยจะพยายามโบกให้รถแต่ละคันวกเลี้ยวเข้าไปจอดอย่างขะมักเขม้น เราเห็นการแข่งขันที่รุนแรงกว่าเดิม อย่างน้อยก็มีความพยายามมากขึ้นเพื่อให้ได้ลูกค้า นึกในใจว่าขนาดวันเสาร์ยังคนน้อยเลย เอ...หรือว่าเขาจะมากันตอนเย็นช่วงน้ำลดกันแน่...พยายามกวาดตาหาแหล่งที่ร่มรื่นในบรรยากาศเก่า ๆ ก็ไม่พบเลย บางแห่งก็ดูจะพอใช้แต่ยังไม่เหมือนเดิมสักเท่าไหร่ ร้านที่เกรดพื้นที่ถมลงทะเลเมื่อครั้งหลังสุดสร้างเสร็จแล้ว แต่ไร้ผู้คน ว้า...เราไม่น่ามาให้เสียความรู้สึกเลย ขับตรงไปก็ไม่มีวี่แววว่าจะเจอ “ญาติ” (ลิง) สักตัว
ขับรถวกกลับมาทางเก่า กลุ่มโบกรถุก็ยังยืนขวางถนนอย่างเหนียวแน่น ที่เหมือนกันคือทุกเจ้าพยายามจะจับเรายัดไปยังลานจอดของร้านให้ได้ ตอนนี้เราตั้งใจจะไปดาบหน้าดีกว่า จากข้อมูลที่หามาจากอินเตอร์เหน็ตทำให้เกิดอาการประสาทขึ้นมาได้เหมือนกัน คิดว่ายังไงตูก็ไม่จอดแน่นอน ลองดูที่ลิงค์นี้นะครับ..พอเป็นตัวอย่าง แล้วคุณจะรู้ว่าเมื่อคืนหลังจากการหาข้อมูลจากเหน็ตแล้วทำไมผมจึงได้ฝันถึง “โลมาราดพริก”
เมื่อตะกี้ก่อนเลี้ยวซ้ายเข้ามาเห็นแว๊บ ๆ ว่ามีเพิงร้านขายลูกจากและมองเห็นทิวป่าโกงกางอยู่ไม่ไกลที่มองทะลุเห็นทะเล มีร้านอาหารที่ชื่อคุ้น ๆ ว่าเคยผ่านตา “คุ้นลิ้น” ซึ่งน่าจะไปแวะดูหน่อย ถ้าไม่ได้เรื่องเราจะกลับไปที่ร้านลมทะเลแถว ๆ บ้านแพ้วที่เคยไปกันดีกว่า
พอเข้าไปถึงลานจอดก็พบกับเรือเอี้ยมจุ๊นขนาดใหญ่ที่คงปลดระวางแล้วและเตรียมจะเอามาทำร้านอาหารจอดเทียบอยู่ริมป่าโกงกางใกล้ที่จอดรถ มีทางเดินทำด้วยไม้ผ่านป่าโกงกางไปยังเรือนอาหารที่แผ่ลงไปในทะเล ๓ กลุ่ม เราเลือกนั่งกลุ่มแรกที่มีคนเยอะหน่อยแทนกลุ่มหลัง ๆ ที่จัดโต๊ะแบบนั่งพื้นเพราะดูแล้ว คุณตาอาจกินข้าวไม่อร่อยแน่.. วันนี้เวลาที่เราไปถึงยังเป็นช่วงน้ำขึ้น จึงไม่เห็นตมทะเลโคนต้นโกงกาง ปูสี และบรรดาเจ้าปลาตีนเหมือนที่เราเคยประทับใจ แต่ที่นี่ก็ดูดีสุดตามที่ความรู้สึกของเราในตอนนั้น ที่มีโกงกางขึ้นทึบและมีลำต้นใหญ่แบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เดินผ่านกลุ่มเครื่องเล่นสำหรับเด็กสีแปร๋น ๆ ใจก็ฟ้องว่ามันช่างไม่เข้ากันเล๊ยยยพับเผื่อย แล้วยังมีดอกไม้เทียมสีม่วงกับส้มติดเต็มต้นอีก ดูแล้วมันช่างเจตนามากเกินไปหน่อยหรือไม่ก็เงินเหลือใช้มากเกินไปนิดอะไรทำนองนี้
เดินเล่นสำรวจดูพื้นที่สักพักขณะรอพรรคพวกสั่งอาหารก็พบว่า พื้นที่นี้มีส่วนที่ร่มรื่นและได้จัดทำทางเดินอีกทางหนึ่งไปห้องสุขา มีต้นโกงกางขนาดใหญ่ขึ้นเต็มไปหมด บางต้นมีขนาดลำต้นใหญ่แบบที่ไม่เคยเห็นแบบเป็น ๆ มาก่อนนอกจากที่แปลงสภาพเป็นถ่านไปแล้ว เลยไปอีกหน่อยเห็นอ่างอะไรคล้ายกับเขาจะปลูกผักบุ้งจีน แต่พอเข้าไปดูใกล้ ๆ อ้าว..กลายเป็น “ลูกจาก” ที่เขาเอามาเพาะอยู่เต็ม ๒ อ่างเลย ขอให้เป็นอย่างที่ใจเราเดาก็แล้วกัน เขาน่าจะเตรียมปลูกป่าจาก (ที่มีเม็ดในผลเปลือกแข็งใช้ทำลูกชิดใส่ในขนมน้ำแข็งนั่นแหละ) ซึ่งเขาพยายามจะเปลี่ยนชื่อขนมจากที่เขาใช้ใบจากมาห่อก่อนเอาไปปิ้งให้เป็นขนม “คิดถึง” แทนด้วยหวังว่ามันน่าจะเป็นที่ชื่นชอบเหมือนกับต้นลั่นทมแล้วมาเปลี่ยนชื่อเป็นลีลาวดีจนเป็นที่นิยมท่วมท้น
“ที่นี่มีลิงป่ามากนะคะ ระวังกล้องของคุณด้วยค่ะ” เสียงเปรยมาตามสายลมอ่อน ๆ ขณะที่เรากำลังก้ม ๆ เงย ๆ เพื่อจะถ่ายรูป ในใจนึกด่าในใจเพราะไม่เห็นลิงซักกะตัว แม้แต่หมายังไม่เห็นเลย แต่หากฟังดี ๆ เราจะได้ยินเสียง แต่นึกว่าน่าจะเป็นนกหรือเปล่า มีนกขุนทองถูกขังกรงอย่างน่าสงสารอยู่ตัวหนึ่งด้วย เห็นนกอยู่ในกรงแล้วรู้สึกหงุดหงิดทุกที เพราะเชื่อว่ากรงซึ่งมีที่จำกัดมันเทียบไม่ได้กับฟ้ากว้างที่มีอิสระอย่างเต็มเปี่ยมแน่นอน...เราไม่เคยนึกจะไฝ่หานกขุนทองมาใส่กรงอีกต่อไปแล้วเพราะมันหมดโอกาสในการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ แม้เราจะโชคดีได้มาทั้งตัวผู้ตัวเมียก็อย่าหวังว่าจะขยายพันธุ์ได้ง่าย ๆ แถมเรายังจะกลายเป็นผู้ทำลายจนในที่สุดก็จะเหลือแต่ในรูปเท่านั้น อยากต่อฝันของเราให้มีนกนานาชนิดมาอยู่แบบอิสระและร้องเพลงหรือคุยกันเสียงเจี้อยแจ้วเป็นธรรมชาติมากกว่า อย่าไปเครียดกับมันนักเลยนะผมว่า เดี๋ยวคืนนี้จะเก็บไปฝันถึงนกขุนทองทอดกระเทียมพริกไทยอีก
บางครั้งก็นึกว่า อายุเราคงจะมากแล้วถึงได้ชอบบ่นโน่นบ่นนี่ เห็นอะไรก็ขวางหูขวางตาไปหมด นี่ก็อีกอย่าง ป้ายทั้งหลายที่เอามาติดแบบไม่มีแบบแผน หรือว่ามันเป็นความอิสระหว่า...มนุษย์ที่เชื่อว่ามีเพียงแต่ตนเองเท่านั้นที่มีสิทธิถึงความมีอิสรภาพ ป้ายเมนูอาหารแปะไว้บนบอร์ดดูขาวโพลนเป็นแผ่น ๆ เต็มไปหมด ป้ายแสดงคำเตือนให้ตระหนักถึงการอนุรักษ์ก็มีอยู่ทั่วไปจนเป็นขยะสายตา ถ่ายรูปก็ยากเพราะนิสัยที่เราไม่ชอบอะไรที่เกะกะปนอยู่ในรูป ความท้าทายเกิดขึ้นกับตัวเองที่จะต้องพยายามหลบขยะเหล่านี้และสร้างสรรค์งานให้ออกมาดูดีที่สุด
หายไปสักพัก กลับมาก็พบว่าอาหารต่าง ๆ ที่เจ้าภาพสั่งมาเลี้ยงก็ทะยอยส่งเข้ามาวางบนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว มีต้มยำกุ้งน้ำข้น ซึ่งรสชาติเข้มข้นอร่อยกำลังดี มีมันย่องหอมกรุ่นได้รสชาติเครื่องเทศกลมกล่อมมาก ทอดมันปลาที่มีรสชาติธรรมดา ๆ และแห้งฟุบ ๆ ไม่ฟูเหมือนที่เคยลิ้มลอง แต่ก็นับว่าพอใช้ ปลาทอดราดน้ำยำเป็นปลากะพงบั้งแล้วทอดกรอบ ราดน้ำยำ ไปที่ไหนๆ เราก็สั่งแต่กะพงทอดน้ำปลาหลายครั้งแล้วก็เลยลองเปลี่ยนดู ถ้าเปลี่ยนใจได้เราว่าน่าจะสั่งแบบเดิมจะดีกว่าเพราะพยาธิในท้องมันบ่นอุบว่า “บ่ หมั่ก..บ่ หมั่ก..” แต่บางคนอาจจะชอบก็ได้ ที่ชอบสุดก็คือปูเนื้อผัดพริกไทดำที่เลือกสรรมาให้เป็นปูก้ามใหญ่รองจานมาด้วยผักและราดด้วยน้ำผัดพริกไทดำกระเทียมรากผักชี รสชาติหอมอบอวลและอร่อยมาก (เฉพาะจานนี้ราคาสี่ร้อยบาท) ตามด้วยข้าวผัดกุ้งขนาดพอเหมาะสำหรับคนสี่ห้าคนกินหมดพอดีอิ่ม โค้ก ๓ ขวดและน้ำดื่ม ๒ ขวด+น้ำแข็ง ทั้งหมดราคา ๑,๓๐๐ บาทรวมทิปแล้ว ที่สำคัญคือการบริการที่อบอุ่นยอดเยี่ยมมาก หากไปไม่ถูกก็ลองโทร.๐๓๔-๗๑๔๓๔๘
(มีต่อตอนจบคราวหน้า)